Daniel Kahneman เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2024 อายุ 90 ปี
50 ปีสุดท้ายของชีวิต เขาใช้พิสูจน์ว่ามนุษย์ — แม้แต่มนุษย์ที่ฉลาดมาก — ผิดอย่างเป็นระบบเรื่องที่ตัวเองควรมั่นใจแค่ไหน หนังสือเล่มสุดท้ายที่เขาเขียนร่วมกับ Olivier Sibony และ Cass Sunstein พูดถึงความผิดพลาดประเภทเงียบๆ ที่เขาเรียกว่า "noise"
บทเรียนใจความหลักของหนังสือ ฟังดูเรียบง่าย และมันคือเหตุผลทั้งหมดที่ตลาดพยากรณ์มีอยู่
ความเชื่อมั่น ไม่ใช่ ความแม่นยำ
ในการศึกษาที่โด่งดัง Kahneman และทีมขอให้นายทหารกองทัพสหรัฐทำนายผลการฝึกของนักเรียนนายร้อย นายทหารมั่นใจในคำตอบของตัวเองสูงมาก แต่ทายผิดบ่อยพอๆ กับการสุ่ม
ผลลัพธ์เดียวกันเกิดขึ้นเมื่อทำการทดลองใหม่ — แพทย์ทำนายผลการรักษาผู้ป่วย ผู้พิพากษาทำนายอัตราการกระทำผิดซ้ำ HR ทำนายผลงานพนักงานใหม่ และนักวิเคราะห์การเงินทำนายกำไรของบริษัท
รูปแบบเป็นสากล ผู้เชี่ยวชาญยิ่งมั่นใจ ช่องว่างระหว่างความมั่นใจกับความถูกจริงยิ่งกว้าง
Kahneman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า overconfidence ทางแก้พฤติกรรมที่เขาเสนอคือ — อย่าเชื่อคำทำนายเดี่ยวๆ ที่มั่นใจสูง และเช็กอย่างเป็นระบบว่าคำทำนายในอดีตของคุณตรงกับความจริงแค่ไหน
การแข่งขันทำนายที่พิสูจน์เขาถูก
ในยุค 2010 Philip Tetlock จาก Wharton จัดการแข่งขันทำนายอนาคตที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมี อาสาสมัคร 2,800 คน และหลายทีมจากหน่วยข่าวกรอง ทำนายเหตุการณ์ระดับโลกหลายพันคำถาม ตลอด 4 ปี
นักทำนายที่แม่นที่สุด มีคุณสมบัติร่วม 2 ข้อเท่านั้น
หนึ่ง — พวกเขาให้คำตอบเป็นความน่าจะเป็น ไม่ใช่ "น่าจะ" ไม่ใช่ "อาจจะ" — เป็นตัวเลขเฉพาะ เช่น 64%
สอง — พวกเขาปรับตัวเลขนั้นตลอดเวลา นักทำนายที่ดีที่สุดปรับคำตอบเฉลี่ย 12 ครั้งต่อหนึ่งคำถาม คนที่แย่ที่สุดปรับ 3 ครั้ง
ความมั่นใจไม่สำคัญ การศึกษาไม่สำคัญ การเข้าถึงข้อมูลลับไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ ความเต็มใจที่จะตั้งตัวเลข แล้วเปลี่ยนมัน เมื่อโลกเปลี่ยน
ทำไมตัวเลขดีกว่าคำพูดเป็นเท่าตัว
สมมตินักวิเคราะห์ 2 คนประเมินคำถามเศรษฐกิจไทยเดียวกัน เช่น ธปท. จะลดดอกเบี้ยก่อนสิ้นไตรมาส 3 ไหม
นักวิเคราะห์ A: "ผมคิดว่า ธปท. น่าจะคงดอกเบี้ย"
นักวิเคราะห์ B: "ผมประเมินความน่าจะเป็นที่จะลดก่อน 1 ตุลาคม ที่ 32%"
ปีต่อมา คุณประเมินนักวิเคราะห์ A ไม่ได้ คำว่า "น่าจะ" ตรวจสอบไม่ได้ — เขาถูกไม่ว่า ธปท. จะคงหรือลด
คุณประเมินนักวิเคราะห์ B ได้ ถ้า ธปท. ลด 32% ของเขาอยู่ในช่วง "ถูก" ระดับล่าง ถ้าคงดอกเบี้ย 32% อยู่ในช่วง "ถูก" ระดับบน คุณให้คะแนนเขาผ่านการทำนายหลายร้อยครั้ง — แล้วรู้ได้ว่าเขามี calibration หรือไม่
บทสรุปความคิดของ Kahneman — ใครก็ตามที่ปฏิเสธจะให้ตัวเลข ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบ
กลไกของตลาดพยากรณ์
ตลาดพยากรณ์คือระบบที่บังคับให้ผู้เล่นทุกคนตั้งตัวเลข — และวางเงินจริงรองรับ ราคาของสัญญาตามนิยามคือความน่าจะเป็นที่ตลาดประเมินผลลัพธ์
ถ้า "ธปท. ลดดอกเบี้ยก่อนไตรมาส 3" ซื้อขายที่ 32¢ นั่นคือความน่าจะเป็น 32% ไม่ใช่ "น่าจะ" ไม่ใช่ "อาจจะ" — 32%
เพราะผู้เล่นทุกคนมีเงินเสี่ยง ราคาเป็นค่าประเมินที่ calibrated ที่สุดเท่าที่หาได้ ดีกว่ามุมมองนักวิเคราะห์เดี่ยว ดีกว่าโพลรวมความเห็นนักวิเคราะห์ ดีกว่าฉันทามติในบทวิจัย
นี่ไม่ใช่ความเห็นเรื่องตลาดพยากรณ์ — เป็นข้อค้นพบเชิงประจักษ์จากงานของ Tetlock ที่ตรวจสอบกับข้อมูลทำนาย 25 ปี
วิธีใช้ในชีวิตประจำวัน
คุณไม่ต้องมีบัญชีตลาดพยากรณ์ก็เริ่มคิดแบบ Kahneman ต้องการได้ ลองทำ 1 สัปดาห์
อ่านพาดหัวข่าว ก่อนอ่านเนื้อข่าว เขียนความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ลงไป "ความน่าจะเป็นที่ Fed ลดดอกเบี้ยมิถุนายน: 41%" "ความน่าจะเป็นที่ทรัมป์เซ็นข้อตกลงการค้า: 73%"
เมื่อผลลัพธ์จริงออกมา เช็กตัวเลขกับความจริง พอผ่าน 100 คำทำนาย คุณจะรู้ว่าตัวเองมี calibration ไหม — 70%s ของคุณเกิดขึ้นจริง 70% ของเวลาหรือเปล่า
ส่วนใหญ่ที่ลอง พบเรื่องไม่สบายใจ — 90% ของพวกเขาเกิดขึ้นจริงราว 60% สัญชาตญาณ overconfident ตามที่ Kahneman ทำนายไว้พอดี
ข่าวดีคือ calibration ฝึกได้ การเขียนตัวเลข แล้วเช็กทีหลัง ทำซ้ำ — แก้บั๊กของสมองได้
ประโยคที่ควรจำ
หนังสือเล่มสุดท้ายของ Kahneman ปิดด้วยความคิดที่เขาพูดบ่อยในการให้สัมภาษณ์: "เรามั่นใจที่สุดในตอนที่เราผิด"
เป็นประโยคที่มีประโยชน์ที่สุดเท่าที่เคยมีใครเขียนเรื่องการทำนาย ตลาดยอมรับเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญแทบไม่เคยยอมรับ ความไม่สมมาตรนี้ในประโยคเดียว — คือเหตุผลที่ตลาดพยากรณ์ได้ผล