IMF ทำพยากรณ์ "เศรษฐกิจถดถอย" ในประเทศพัฒนาแล้วไปทั้งหมด 469 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1992
ทายถูกแค่ 4 ครั้ง
พลาด 99.1%
ถ้าช่างตัดผมของคุณทายฝนผิดขนาดนี้ คุณคงเลิกถามไปแล้ว แต่ทำไมตลาด รัฐบาล และนักข่าวยังเชื่อพยากรณ์เศรษฐกิจราวกับเป็นคำพยากรณ์อยู่
นักเศรษฐศาสตร์ที่สร้างอาชีพจากการทายผิด
Prakash Loungani นักเศรษฐศาสตร์ IMF ตีพิมพ์งานวิจัยปี 2001 ที่กลายเป็นตำนานในวงการ
เขาดูพยากรณ์เศรษฐกิจของ 60 ประเทศ ตลอด 18 ปี พบว่าแทบไม่มีพยากรณ์ใดทาย "เศรษฐกิจถดถอย" ได้ก่อนล่วงหน้าเลย
เขาทำซ้ำในปี 2018 ด้วยข้อมูลใหม่ ผลเหมือนเดิม ไม่มีใครเห็นวิกฤตปี 2008 ล่วงหน้า ไม่มีใครเห็นโควิดปี 2020 ล่วงหน้า ไม่มีใครเห็นเงินเฟ้อระลอกใหญ่ปี 2023 ล่วงหน้า
นี่ไม่ใช่เรื่องของนักพยากรณ์ที่เก่งหรือไม่เก่ง นี่คือเรื่องของ "วิธีพยากรณ์" ที่พังตั้งแต่แรก
การเดินตามฝูงคือบั๊ก ไม่ใช่ฟีเจอร์
นักพยากรณ์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ทำงานที่ธนาคาร รัฐบาล หรือสถาบันที่แข่งกับสถาบันอื่น ทุกคนเผยแพร่ตัวเลขให้สาธารณะดู
ถ้าคุณเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ไทย แล้วทาย GDP ปีหน้าไว้ที่ 1.5% ในขณะที่คนอื่นบอก 3% คุณดูเป็นคนสุดโต่ง
แต่ถ้าคุณบอก 2.8% ขณะที่คนอื่นบอก 3% คุณดูเป็นคนรอบคอบ
ผิดพร้อมฝูงคือปลอดภัย ถูกคนเดียวคืออันตราย พยากรณ์เลยรวมกันเป็นกลุ่ม กระจุกอยู่รอบ ๆ ตัวเลขฉันทามติของไตรมาสที่แล้ว บวกการปรับเล็กน้อย
โมเดลที่รบกับสงครามครั้งที่แล้วเสมอ
โมเดลเศรษฐกิจมหภาคทุกตัวสร้างขึ้นจากข้อมูลในอดีต นี่คือทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนตาย
โมเดลเรียนรู้สาเหตุของวิกฤต จากวิกฤตที่เกิดไปแล้ว
วิกฤตครั้งต่อไปจะไม่เหมือนครั้งก่อน วิกฤตปี 2008 มาจากอสังหา วิกฤตปี 2020 มาจากไวรัส เงินเฟ้อปี 2023 มาจากสงครามกับห่วงโซ่อุปทาน ทั้งหมดไม่อยู่ในข้อมูลฝึกของโมเดลที่ทายผิด
นักพยากรณ์ไม่ได้โง่ พวกเขาทำหน้าที่ของตัวเองดีมาก ปัญหาคือปัจจุบันมันไม่ยอมเหมือนอดีต
ทำไมไทยถึงเป็นกรณีศึกษา
ต้นปี 2024 ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP โต 3.2% และ 3.8% ถ้ารวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ตัวเลขจริงปีนั้นโตแค่ 2.5%
ปี 2023 ก็เป็นแบบนี้ ตอนต้นปีคาดไว้เกิน 3% สุดท้ายโตจริง 1.9%
ADB, IMF, World Bank และแบงก์ชาติ พยากรณ์สูงเกินจริงทั้งหมด ตลอดทั้งปี
การพลาดนี้ไม่ใช่สุ่ม แต่มีทิศทาง ตัวเลขสูงเกินจริงติดต่อกัน 3 ปี นั่นไม่ใช่ "ความผิดพลาด" แต่คือ "อคติ"
สาเหตุพยากรณ์พังมีแค่ 3 ข้อ
หนึ่ง อคติของสภาพปัจจุบัน นักพยากรณ์ทึกทักว่าวันพรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้ เพราะเดาแบบนั้นค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับอาชีพ
สอง การ "Anchor" กับตัวเลขครั้งก่อน พยากรณ์ใหม่อ้างอิงพยากรณ์เก่าโดยอัตโนมัติ แม้โลกจะเปลี่ยนไปแล้ว
สาม การป้องกันอาชีพ บอกว่า "ไม่น่าจะเกิด" ถ้าผิดก็ไม่เสียอะไร แต่บอกว่า "น่าจะเกิด" แล้วผิด อาจตกงาน
สังเกตว่าทั้งสามข้อไม่เกี่ยวกับ "ทักษะการวิเคราะห์" เลย ทุกข้อเกี่ยวกับ "แรงจูงใจ"
อะไรเอาชนะพยากรณ์ได้
ตลาดที่จ่ายเงินให้คนทายถูก และเอาเงินคืนจากคนทายผิด
Iowa Electronic Markets เปิดมาตั้งแต่ปี 1988 ผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดี 5 สมัย ทำนายแม่นกว่าโพล 964 ครั้ง 74% ของเวลา ค่าความผิดพลาดเฉลี่ย 2.65% เทียบกับ 4.49% ของโพล
เพราะอะไร เพราะเทรดเดอร์ไม่มีแรงจูงใจในการเดินตามฝูง พวกเขามีแรงจูงใจทางการเงินที่จะเดิมพันสวนทาง เมื่อฝูงผิด
การเปลี่ยนแรงจูงใจแค่อย่างเดียว — ทำให้การทายผิดมีต้นทุน ทำให้การทายถูกได้ผลตอบแทน — แก้ปัญหาส่วนใหญ่ของพยากรณ์ผู้เชี่ยวชาญได้
Juno กำลังทำอะไรกับเรื่องนี้
Juno คือตลาดทำนายสำหรับคำถามของไทย GDP ปีหน้าจะเกิน 2.5% ไหม กนง. รอบหน้าลดดอกเบี้ยหรือเปล่า SET50 จะปิดเหนือ 1,000 จุดสิ้นปีไหม
แต่ละสัญญาคือคำตอบสด ๆ ที่มีเงินค้ำ จากคนที่ใส่ใจที่จะทายถูกที่สุด ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน แต่เป็นข้อมูลที่หาไม่ได้จากบทวิเคราะห์ของนักวิจัยคนเดียว
บทเรียน 4 จาก 469
นักพยากรณ์เศรษฐกิจไม่ได้โกหก พวกเขาทำงานได้ดีตามมาตรฐานที่ถูกวัด ปัญหาคือมาตรฐานนั้นให้รางวัลความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความแม่นยำ
ครั้งหน้าที่อ่านตัวเลข GDP ที่ดูมั่นใจ ลองถามคำถามเดียว — คนที่ออกพยากรณ์นี้ "เสียอะไร" ถ้าทายผิด
ถ้าคำตอบคือ "ไม่เสียอะไร" คุณก็ได้คำตอบของตัวเองแล้ว